ในนวนิยายที่ดัดแปลงเป็น The King and I พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และแอนนา ดำรงอยู่ในฐานะ "คนอื่น" ที่ต่างมีความอยากรู้อยากเห็นซึ่งกันและกัน ทว่าจินตนาการอันฟุ้งเฟ้อแบบตะวันตกที่มีต่อพระมหากษัตริย์ได้ก่อให้เกิดการแบนที่ยืนยาวในประเทศไทย ขณะที่สยามรับเอาภาพลักษณ์แห่งความทันสมัยเพื่อรอดพ้นจากภัยคุกคามของลัทธิอาณานิคม ตะวันตกกลับพรรณนาให้ดูป่าเถื่อนด้วยความโหดร้ายอันไม่ใส่ใจของจักรวรรดินิยม ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมอันเปิดกว้างต่อกัน ความจริงสองชุดขัดแย้งกันเอง กษัตริย์ในบทละครดูอารมณ์แปรปรวนและโฉบเฉี่ยว ขณะที่ประวัติศาสตร์สยามยกย่องบุคคลนี้ในฐานะปราชญ์ ทว่าความจริงเกี่ยวกับพระอุปนิสัยยังคงเลือนราง เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลในอดีตห้ามมิให้สามัญชนสบพระเนตรเจ้านาย ในดินแดนที่เปี่ยมด้วยลีลาดั่งละครเวที วัตถุแปลกตาอย่างลูกแก้วปรอทที่มองเห็นได้รอบด้าน จึงกลายเป็นของขวัญประหลาดในราชสำนักที่ปกครองด้วยฉากต้องห้าม แทนที่จะเป็นความจริงหนึ่งเดียว วัตถุทรงกลมที่จับจ้องนี้กลับสะท้อนกลุ่มดาวแห่งความจริงที่แตกกระจาย ที่นี่ เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่เคลื่อนไหวดั่งกระจกเงา หมุนวน สะท้อนกลับ และบิดเบี้ยว
ในนิทรรศการของ สิรวิชญ์ จตุรภัทรานนท์ , Gentle Ghosts with Eyes as Fair อดีตอันถูกบดบังนี้หลอกหลอนปัจจุบันอันบิดเบี้ยว ดวงตาแห่งเนื้อหนังของกษัตริย์ผู้ถูกสวมบทบาทมาบรรจบกับเลนส์กล้อง ฉายภาพล้อเลียนแห่งจักรวรรดินี้ไปทั่วโลก ยกเว้นในประเทศที่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ในกรอบภาพยนตร์นั้น ขณะที่ดวงตาสีฟ้าอ่อนของคนนอกไม่อาจเข้าใจอีกฝ่าย เจ้าของเรื่องราวกลับปิดม่านของตน ปิดกั้นการคืนดี ทว่าความนิ่งเฉยซ่อนความเคลื่อนไหวไว้ ดั่งกระจกเงา หากมองเข้าไปในวัตถุทรงกลมอย่างใกล้ชิด ให้พ้นจากผ้าคลุมกำมะหยี่แห่งสายตาอาณานิคม จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เกิดขึ้น บางทีในปริซึมวงกลมนี้ วิญญาณอาจเผยให้เห็นตัวตนที่รอบด้านยิ่งกว่า ไม่ถูกทำให้แบนราบด้วยอำนาจใด และเปี่ยมมนุษยธรรมยิ่งกว่าตอนที่ยังเป็นมนุษย์
ข้อความคัดสรรจากบทความโดย พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ