ความหมายที่แปรเปลี่ยน: ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
โดย Phuong Ngo
ฉันรู้จักแนวปฏิบัติของ Ben Aitken มาระยะหนึ่งแล้ว ต้องยอมรับว่าติดตามผลงานของเขาจากระยะไกลมาหลายปีอย่างไม่อายเลย แต่จนกระทั่ง International Art Services ส่งผลงานศิลปะมาถึงหน้าบ้านฉัน เราจึงได้พบกันอย่างเป็นทางการในปี 2018 นับแต่นั้นมา เราได้รู้จักกันมากขึ้นผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง และฉันได้เรียนรู้ที่จะชื่นชมเขา ไม่ใช่แค่ในฐานะศิลปิน แต่ในฐานะคน ๆ หนึ่ง
เมื่อ Aitken ขอให้ฉันเขียนบทความสำหรับนิทรรศการนี้ ฉันรู้สึกประหลาดใจ ฉันไม่ใช่จิตรกร ฉันไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ ฉันไม่ใช่นักเขียน ฉันเกลียดงานเขียนเชิงวิชาการ และฉันเกลียดชังงานศิลปะที่พูดพร่ำเพ้อซับซ้อนอย่างที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Aitken คือ ที่ไหนสักแห่งในความบ้าคลั่งที่ไม่ปะติดปะต่อของสติปัญญาเขา มีเหตุผลที่พิจารณามาอย่างถี่ถ้วนและเด็ดเดี่ยวว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจแบบนั้นแบบนี้ กระบวนการโดยสัญชาตญาณที่หล่อเลี้ยงแนวปฏิบัติของเขา กระบวนการโดยสัญชาตญาณที่ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งในผลงานชุดใหม่นี้ ซึ่งเมื่อมองแวบแรกดูเหมือนเป็นการหยิบฉวยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมสมัยนิยม ความคิดถึง การเมือง และความบอบช้ำมารวมกัน แต่เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิดจะพบเส้นด้ายที่ร้อยเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน เส้นด้ายที่พูดถึงวิธีที่เราเข้าใจ และวิธีอันวิปริตที่ความหมายแปรเปลี่ยน จากคนสู่คน จากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง และจากสมองของ Aitken สู่ผืนผ้าใบ
ในทศวรรษ 1990 เมื่อฉันยังเป็นเด็ก มันเป็นพิธีกรรมทั่วไปในออสเตรเลียที่จะตื่นแต่เช้าและเสพการ์ตูนก่อนถูกพาไปโรงเรียน สำหรับฉัน พิธีกรรมนี้มักเกี่ยวข้องกับอาหารเช้า แม่ที่วุ่นวายอยู่กับชุดนักเรียนของฉัน และแอนิเมชันจากหนึ่งในสองรายการ Agro's Cartoon Connection หรือ Cheeze TV ซึ่งภายหลังได้เป็นบ้านของ Garfield and Friends สำหรับฉัน ช่วงเวลาเหล่านี้มาจากอดีตหยดย้อยด้วยความคิดถึงอันหอมหวาน แต่สำหรับ Aitken การ์ตูนฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งความบอบช้ำ พวกมันคือสิ่งแรก ๆ ของกลไกการป้องกันตัวเองที่กลายเป็นส่วนหลักในแนวปฏิบัติของเขา ธรรมชาติอันชั่วร้ายที่พวกมันนำเสนอตัวเองบนผ้าปูที่นอนของเด็ก ตัดกับอุปกรณ์ยาเสพติด แอลกอฮอล์ และโลโก้บริษัทยายักษ์ใหญ่ เป็นการตอบสนองอย่างจงใจต่อประวัติศาสตร์ที่ถูกบังคับใส่ในตัวตนของเขา (Childhood, 2019; Self Portrait 67, 2019)
ตำแหน่งแห่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ มันคือวิธีที่ปัจเจกบุคคลระบุอิทธิพลและความลำเอียงที่อาจเกิดขึ้นในความเข้าใจและมุมมองที่มีต่อโลก ในปี 1940 แฟนต้าถูกสร้างขึ้นโดยโคคา-โคล่าเยอรมนี เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อการจำกัดการขนส่งระหว่างสหรัฐอเมริกาและนาซีเยอรมนี ซึ่งส่งผลให้การเข้าถึงน้ำเชื่อมโคคา-โคล่าถูกจำกัด แฟนต้า หรือที่เรียกว่า ‘Nazi Coke’ ปรากฏอย่างโดดเด่นในผลงานชุดนี้ โดยเชื่อมโยงปัจจุบันเข้ากับอดีต และทำหน้าที่เป็นอุปมาถึงการดำรงอยู่และวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของแนวคิดอำนาจนิยมของคนผิวขาว (white supremacy) ผลงาน F. A. N. T. A. (2019) เป็นเสมือนชุดอุปกรณ์เอาชีวิตรอดสำหรับชายผิวขาว ประกอบด้วยเครื่องวัดระดับแบบเยอรมันและอุปกรณ์สำหรับงานรั้วเพื่อใช้ ‘สร้างกำแพง’ อุปกรณ์สำรวจเพื่อค้นหาและยึดครอง และ ‘Nazi Coke’ สำหรับการดำรงชีพ ความรู้เป็นกุญแจสำคัญต่อตำแหน่งแห่งที่ของบุคคล แต่ความไม่รู้ก็เช่นกัน ผ่านการใช้กระป๋องแฟนต้าไทยเป็นนัยยะ Aitken ชี้ให้เห็นวิธีอันวิปริตที่ความไม่รู้ทางประวัติศาสตร์นำไปสู่ 'ความเท่แบบนาซี' ที่แทรกซึมเข้าสู่วัฒนธรรมสมัยนิยมไทย ในท้ายที่สุดแล้วเขาคือ Ghost Baby
Aitken ดูเหมือนกำลังยอมรับประสบการณ์ของตัวเองร่วมกับชายผิวขาวคนอื่น ๆ ที่มาก่อนเขาและมรดกที่พวกเขาทิ้งไว้ จากประวัติศาสตร์นาซี เรามาถึงสงครามเย็นและการแข่งขันอวกาศ ไม่เพียงแต่สถาปนิกหลักของ NASA จะเป็นอดีตนักวิทยาศาสตร์นาซีเยอรมัน พวกเขายังได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษสงครามเย็นฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในผลงานความร่วมมือสองชิ้นกับ Sam Leach คือ Space Race (2019) และ Space Race II (2019) ประวัติศาสตร์ส่วนตัวและประวัติศาสตร์โลกปะทะกัน ตำแหน่งแห่งที่ของผลงานเหล่านี้สับสนในแบบที่ชวนตั้งคำถามว่า อะไรสำคัญ และอะไรคือสิ่งที่มีความหมายในโลกทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ในปีที่แกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์นับไม่ถ้วนจัดแสดงโครงการเพื่อฉลองครึ่งศตวรรษนับแต่การลงจอดบนดวงจันทร์ สิ่งนี้ส่งผลต่อตำแหน่งแห่งที่ของ Aitken มากเพียงใด หรือมรดกจากประสบการณ์ชีวิตของเขาเองต่างหากที่กำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเขา
ผ่านผลงานเหล่านี้ Aitken มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนความหมาย